คำถามที่พบบ่อย
คุณสามารถฝากคำถามได้ที่นี่

ตามเกณฑ์คุณสมบัติของผู้กู้ของธนาคารที่กำหนดไว้ 
1.ผู้กู้ต้องมีอายุงานเกินกว่า 4 เดือนขึ้นไป 
2.รายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท 
ดังนั้น คุณสุมน ยังไม่สามารถยื่นขอสินเชื่อตามเกณฑ์ของธนาคารได้ในขณะนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.tmbbank.com

TMB Home Loan Expert แนะนำว่า คุณมนัสนันท์น่าจะให้สามีเป็นผู้กู้หลัก เนื่องจากธนาคารไม่ถือว่าเงิน 60,000 บาทที่สามีมอบให้ทุกเดือนเป็นรายได้ อีกทั้งรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากคงไม่เพียงพอที่จะนำมาชำระเงินกู้ในแต่ละเดือนได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.tmbbank.com

พูดถึงเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยแล้ว ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า สมัยที่คนเรายังเด็กมักอาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือบ้านญาติ แต่พอโตขึ้นเรียนจบการศึกษาในระดับหนึ่งแล้ว หลายคนอยากจับจองซื้อหาบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะคนที่จะแต่งงานเท่านั้นนะที่คิดอยากซื้อบ้านเตรียมไว้เป็นเรือนหอ แม้แต่คนโสดก็ยังเมียงมองหาบ้านเป็นของตัวเองเช่นกัน ไม่ใช่ว่าอยู่กับพ่อแม่จะไม่สบายนะ ทว่าคนเราพอถึงช่วงอายุนึงย่อมอยากมีบ้านเป็นของตัวเองบ้าง คราวนี้เราจึง มีข้อแนะนำในการซื้อบ้าน มาเล่าสู่กันฟัง เพราะการซื้อบ้านไม่ใช่ราคาถูกๆนี่นา เหตุนี้จะซื้อบ้านที่ไหน? ซื้อในรูปแบบใด จะเป็นคอนโดฯ, ทาวน์เฮาส์หรือบ้านเดี่ยว ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น

* คุณมีกำลังทรัพย์แค่ไหนล่ะคะ หากมีทรัพย์มาก ไม่มีปัญหาทรัพย์จาง อยากจะซื้อบ้านแบบไหน อย่างไร คงสะดวกโยธินกว่าผู้ที่มีเงินจำกัดแน่นอน แต่มีเงินน้อยก็ใช่ว่าจะซื้อหาอะไรไม่ได้ อย่าเพิ่งคิดมาก

* ลักษณะของบ้านที่คุณอยากซื้อเป็นอย่างไร บ้านหรือคอนโดฯราคาก็จะแตกต่างกันไปตามทำเล เดี๋ยวนี้ในเมืองกรุงเห็นมีหลายบริษัทสร้างคอนโดมิเนียมไว้ขายหลายทำเล จึงควรซื้อให้ใกล้ที่ทำงานเข้าไว้จะได้ไม่ต้องเดินทางมาก เผลอๆจะประหยัดการซื้อรถไปด้วยไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันดีออก

* หากต้องกู้ยืม จากสถาบันทางการเงินมาซื้อบ้าน ควรคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายเงินกู้ด้วยว่าจ่ายได้เท่าไหร่ ณ เวลาที่คุณซื้อ อย่าฝันหวานคิดล่วงหน้าว่าอนาคตจะได้ตำแหน่งงานดีขึ้นและมีรายได้มากขึ้น จึงซื้อบ้านซะแพงเชียว แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ล่ะ ควรคิดถึงเรื่องนี้ด้วย จะกู้ไม่ว่าไร แต่ควรผ่อนให้ได้ละกัน.

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thairath.co.th/

เกี่ยวกับกฎหมาย
คุณสามารถฝากคำถามได้ที่นี่

"นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร" 

        เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในสังคมไทย ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด ย่อมตระหนักถึงการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เพราะการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน ย่อมต้องมีปัญหา และวิธีการจัดการกับปัญหาที่ดีที่สุด ก็คือการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เพื่อที่จะหาผู้รับหน้าที่ในการรับผลประโยชน์ส่วนรวม การจัดระเบียบสังคม การขจัดปัญหาการทะเลาะวิวาท และอื่นๆ อีกมากมาย ดุจดังการซื้อที่ดินจัดสรร เมื่อผู้ขายขายให้ผู้ซื้อหมดแล้ว ใครจะเป็นผู้ดูแลที่ดินที่เป็นส่วนกลางต่อไป จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าน้ํา ค่าไฟทางเดิน ค่าช่างซ่อมบํารุง ค่าพนักงานกวาดถนน ค่าเก็บขยะ ถ้าโขมยขึ้นบ้าน นอกจากเจ้าของที่ดินแล้ว ยังมีใครพอจะช่วยได้อีก ปัญหาทั้งหมดจะสามารถจัดการได้ด้วยการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ได้จริงหรือ ลองมาวิเคาระห์ ถึงข้อดี ข้อเสีย ของการจัดตั้ง "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร"ดูก่อน นะครับ 

ข้อดีในการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

1. รับ โอนทรัพย์สินและสาธารณูปโภคในโครงการจากผู้จัดสรรที่ดินมาเป็นของผู้ซื้อ บ้านทุกๆ คน อาทิ โฉนดที่ดินแปลงที่เป็นถนน ทางเท้า สวนพักผ่อน สนามเด็กเล่น สโมสร (สํานักงาน) เป็นต้น

2. ได้รับการยกเว้น ค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์สินและภาษีอากรจากรัฐ ไม่ว่าในส่วนที่กรมที่ดินเรียกเก็บขณะทํานิติกรรมหรือภาษีบํารุงท้องที่ประจํา ปี รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากร ข้อนี้หลายๆท่านคงสนใจ

3. เจ้า ของกรรมสิทธิ์ทุกรายในโครงการมีส่วนร่วม ในการบริหารงานหมู่บ้าน ตั้งแต่ออกกฎระเบียบที่ใช้ในชุมชนการออกสิทธิ ออกเสียงคัดค้าน หรือให้ความเห็นชอบในที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งการแต่งตั้งสมาชิกคนหนึ่งคนใดเป็นคณะกรรมการบริหารงานนิติบุคคลหมู่ บ้านจัดสรร 

4. ปัญหาความเดือดร้อนรําคาญจะ ได้รับการแก้ไขให้ลดน้อยลงไป ไม่ว่าจะเป็นการตั้งอุปกรณ์หาบเร่แผงลอยที่วางระเกะระกะบนถนนทางเท้า ติดป้ายประกาศในหมู่บ้านจนดูเป็นตลาดนัดไปเลย การปลูกต้นไม้ (ที่เจ้าของบ้านอยากกิน) ในพื้นที่ส่วนกลาง เป็นต้น เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้านมีอํานาจหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย

5. ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา อีกทั้งบริการสาธารณะที่ชํารุดทรุดโทรม จะมีงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซม

6. มีกฎหมายจัดระเบียบชุมชนเป็นของตนเอง ซึ่งเรียกว่าข้อบังคับของหมู่บ้าน

7. สร้างความเป็นธรรมและพิทักษ์ความสะอาด ความปลอดภัยให้กับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

8. มูลค่าทรัพย์สินจะทวีเพิ่มขึ้นในระยะยาว ภายหลังจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว ก็เพราะว่ามีผู้ดูแลหมู่บ้าน จัดระเบียบทางเท้า ถนนสะอาด สภาพโดยรวมไม่ทรุดโทรม มี รปถ.รักษาความปลอด ดูปลอดภัยและมั่นใจดี คราวนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทําราคาทรัพย์สินถึงมีมูลค่าสูงขึ้น

9. คุณภาพชีวิตจะสดใส คือประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับภายหลังจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว

ข้อเสียในการไม่จัดตั้งนิติบุคคล

      คณะกรรมการหมู่บ้านไม่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการจัดระเบียบชุมชนของตนเอง เนื่องจากไม่ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

1. คณะ กรรมการหมู่บ้านไม่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการยื่นคําร้องทุกข์หรือเป็นโจทย์ฟ้องร้องแทนสมาชิกในกรณีที่มีผลกระทบ สิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกภายในหมู่บ้าน

2. การ เรียกเก็บค่าบํารุงรักษาสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากท่านสมาชิก ไม่ได้รับความร่วมมือชําระค่าใช้จ่าย ทําให้เกิดปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการบริหารงานหมู่บ้าน

3. ไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม/บํารุงรักษา ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา อีกทั้งการบริการสาธารณะที่ชํารุดทรุดโทรม

4. มูลค่า ทรัพย์สินภายในหมู่บ้านจะลดลง จากที่เคยซื้อมาราคาแพง เวลาขายจะไม่ค่อยได้ราคา เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในหมู่บ้านไม่ได้รับการดูแลรักษา

5. ผู้ จัดสรรที่ดิน โอนทรัพย์สินที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคให้กับหน่วยงานราชการ เพื่อให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ทําให้ไม่สามารถควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยภาย ในหมู่บ้านไว้ได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่สาธารณะ บุคคลภายนอกสามารถผ่านเข้าออกได้ หรือใช้เป็นทางสัญจรได้ ทําให้ถนนหนทางชํารุดทรุดโทรม

6. ปัญหาความ เดือดร้อนของท่านสมาชิกไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากคณะกรรมการหมู่บ้านไม่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของท่านสมาชิกได้

7. พื้นที่ส่วนกลางสกปรกเลอะเทอะ ไม่มี ผู้ควบคุมดูแล รวมทั้งไม่มีงบประมาณในการ จัดจ้างพนักงานรักษาความสะอาด

8. เกิด ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ส่วนกลางมาเป็นพื้นที่ส่วนตัว หาบเร่ แผงลอย ของระเกะระกะไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ปัญหาสุนัขที่มีเจ้าของและสุนัขจรจัดภายในหมู่บ้านถ่ายมูลเลอะเทอะ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดหลายๆ หมู่บ้านไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบควบคุมไว้อย่างชัดเจน

ขั้นตอนการชำระเงิน
คุณสามารถฝากคำถามได้ที่นี่

ขั้นตอนการซื้อบ้านเดี่ยว บ้านใหม่มีอะไรบ้าง ต้องเตรียมอะไรบ้าง การซื้อบ้าน โอนกรรมสิทธ์บ้านต้องทำต่อเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน จึงต้องเตรียมเอกสาร และค่าใช้จ่ายต่างๆ หากกู้แบ้งซื้อบ้านต้องทำเรื่องกู เตรียมเอกสารยื่นธนาคาร ที่สำคัญคือการทำสัญญาซื้อบ้านจึงต้องปรึกษาผู้เชียวชาญทางด้านกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

1. ถ้ากู้เงินแบ้งค์เพื่อซื้อบ้านเดี่ยว บ้านใหม่

ต้องดูความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเอง ว่าสามารถผ่อนไหวหรือไม่ จะได้ไม่มีปัญหาโดนยึดบ้านในภายหลังควรตรวจสอบเครดิตกับธนาคารว่ากู้ได้หรือไม่ ถ้ากู้ได้วงเงินเท่าไหร่ เอกสารขอกู้ธนาคารเพื่อซื้อบ้านใหม่ ต้องเตรียมเอกสาร และหลักฐานให้พร้อม เพื่อใช้ประกอบในการกู้ โดยแบ่งได้ดังนี้

  • หลักฐานส่วนตัว
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • บัตรประจำตัว
  • ทะเบียนสมรส หรือทะเบียนหย่าหรือใบมรณะบัตร
  • สำเนาเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)

2. หาบ้านที่ต้องการซื้อ ติดต่อเจ้าของบ้าน สอบถามราคา

ค้นหาบ้านตามเว็บไซต์ต่างๆเช่น www.poolprop.com เพื่อค้นหาบ้านที่ต้องการซื้อ หรือให้นายหน้าช่วยหาให้ ตรวจสอบราคาบ้านใกล้เคียงกับบ้านที่เราจะซื้อ เมื่อได้บ้านที่ถูกใจแล้ว ตัดสินใจซื้อแล้วให้แจ้งเจ้าของว่าต้องกู้ธนาคาร ใช้เวลาเท่าไหร่ถ้ากู้ไม่ผ่านคืนเงินมัดจำหรือไม่ เพื่อความมั่นใจควรขอเลขที่โฉนดไปเช็คที่เว็บของสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์(property.treasury.go.th/pvmwebsite)

3.การเตรียมตัว และการทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านใหม่

ต้องให้ ทนาย หรือผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาเป็นที่ปรึกษา เตรียมเงินสำรองจ่ายที่จะใช้ "วางมัดจำ" หรือจ่ายส่วนต่างที่ธนาคารไม่ให้สินเชื่อเต็ม 100% ของราคาบ้าน ให้พร้อมบ้านที่ได้จากการประมูลจากกรมบังคับคดี ต้องมีค่าใช้จ่ายในการประมูล และวางมัดจำการซื้อผ่านนายหน้าต้องเตรียมเงินวางมัดจำประมาณ 10% ของราคาบ้านในวันทำสัญญา แต่สามารถเจรจาต่อรองได้การตกลงค่าใช้จ่าย ในการโอนกรรมสิทธ์ระหว่างผู้ซื้อผู้ขายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการทำสัญญาจะซื้อจะขาย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.poolprop.com/

การเงินการธนาคาร
คุณสามารถฝากคำถามได้ที่นี่

การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แม้เวลานี้เงื่อนไขจะดูเข้มงวดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าธนาคารจะไม่ปล่อยสินเชื่อเอาเสียเลย ตรงกันข้าม ธนาคารนั้นมีอัตราการแข่งขันกันสูงขึ้นเพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ธนาคารเห็นว่ามีเครดิตที่ดีพร้อมตามเกณฑ์ที่ธนาคารตั้งไว้  ปกติคนส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องใช้แหล่งเงินจากธนาคารในการซื้อบ้าน การขอสินเชื่อหรือกู้เงินจึงเป็นเรื่องสำคัญขั้นตอนหนึ่งในการซื้อบ้านเลยทีเดียว การจะขอสินเชื่อจากธนาคารจึงควรที่จะต้องมีเครดิตที่ดี ไม่ติดบัญชีดำของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโรที่ผู้ซื้อบ้านควรจะตรวจเช็คข้อมูลก่อนที่คิดจะซื้อบ้าน 
เรื่องสำคัญอีกเรื่อง คือ การซื้อบ้านควรจะต้องมีเงินออม เพราะธนาคารส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยกู้เต็มจำนวนของราคาซื้อขาย ปกติจะให้สินเชื่ออยู่ที่ 70-90% ส่วนต่างที่เหลือ ผู้ซื้อบ้านจึงจำเป็นต้องมีเงินออม เพื่อใช้จ่ายในการซื้อบ้านและเป็นข้อมูลที่ธนาคารใช้พิจารณาเครดิตของคนขอสินเชื่อบ้านด้วย
ก่อนที่จะซื้อบ้านและกู้เงินจะต้องประเมินกำลังซื้อของตัวเองจากรายได้ที่มีอยู่ทั้งของตัวเองและของครอบครัวว่าสามารถซื้อบ้านได้ในราคาเท่าไร การประเมินกำลังซื้อบ้านและการขอสินเชื่อสามารถขอคำปรึกษากับธนาคารได้ หรืออาจใช้เครื่องคำนวณอัตโนมัติที่มีให้บริการอยู่ในหลายเว็บไซด์ก็สามารถประเมินค่าเงินได้ในเบื้องต้น 

ข้อแนะนำ:
คนมีรายได้น้อย ควรเลือกผ่อนในระยะเวลาที่นานขึ้น 20-30 ปี เพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนมีจำนวนลดลง
โดยทั่วไปธนาคารมักให้วงเงินกู้ประมาณ 15-30 เท่าของรายได้ อาจลดหลั่นมากน้อยตามแต่กลุ่มอาชีพ
ธนาคารมักกำหนดเงินงวดต่อเดือนประมาณ 25-30% ของรายได้รวมของผู้กู้ เช่น รายได้ 2 หมื่นบาท/เดือน ควรผ่อนอยู่ที่ 5,000-6,000 บาท/เดือน
การพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร 
การพิจาณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจใช้เวลาเร็วช้าต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วการยื่นกู้จนถึงอนุมัติให้กู้ของสถาบันการเงินในปัจจุบันจะใช้เวลาประมาณ 10-20 วันทำการ โดยจะมีขั้นตอนการพิจารณาที่คล้ายคลึงกัน คือ ผู้กู้จะต้องติดต่อขอแบบฟอร์มและยื่นความจำนงขอกู้พร้อมทั้งนำหลักฐานประกอบการขอกู้ให้ครบตามที่ธนาคารกำหนด จากนั้นในการยื่นกู้สถาบันการเงินจะเก็บค่าธรรมเนียมประเมินราคา 

หลักประกัน 
สถาบันการเงินจะทำการสำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาเป็นหลักประกัน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน จากนั้นจะพิจารณาคำขอกู้โดยวิเคราะห์รายได้และหลักประกันของผู้กู้ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆและจะแจ้งผลการขอกู้ทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นหลักประกัน ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็สามารถบังคับเอาจากหลักประกันได้ 

วงเงินกู้และระยะเวลาที่ขอกู้ 
เมื่อผู้ซื้อบ้านคิดจะกู้เงินมักคิดตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่าจะกู้ในระยะเวลานานแค่ไหน ซึ่งโดยทั่วไปธนาคารจะให้กู้ตั้งแต่ 5-30 ปี การตัดสินใจตรงนี้จะขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ของผู้กู้ เพราะหากผู้กู้ต้องการวงเงินกู้สูงแต่ความสามารถในการผ่อนชำระค่อนข้างต่ำ จึงจำเป็นต้องขยายเวลาออกไปให้นานที่สุดเป็น 25-30 ปี เพื่อที่จะให้เงินงวดลดลงจนถึงจุดที่สามารถผ่อนชำระได้เพราะในวงเงินกู้เท่ากัน อัตราดอกเบี้ยเท่ากันยิ่งใช้เวลาผ่อนนานมากขึ้น

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ดอทคอม